News

ยอดผลิตรถยนต์ ก.ค.69 โต 6.12% แตะ 1.17 แสนคัน เอกชนจี้รัฐปรับโครงสร้างภาษีด่วน

ยอดผลิตรถยนต์ ก.ค.69 โต 6.12% แตะ 1.17 แสนคัน เอกชนจี้รัฐปรับโครงสร้างภาษีด่วน
Share with

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 นายสุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ พร้อมด้วยนายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ โฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ได้แถลงผ่านทางเฟสบุ๊คสมาคมฯ ถึงตัวเลขการผลิต ยอดขายในประเทศ และการส่งออกยานยนต์ในเดือน ก.ค. 2569ซึ่งภาพรวมพบการเติบโตของกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างก้าวกระโดด ขณะที่การผลิตและจำหน่ายรถกระบะกลับเผชิญวิกฤตหดตัวรุนแรงจากความเข้มงวดของสถาบันการเงิน จนส่งผลกระทบต่อซัพพลายเชนและเริ่มมีโรงงานผู้ผลิตชิ้นส่วนทยอยปิดตัวลง

ยอดการผลิตรถยนต์โต 6.12%

ในภาพรวม ยอดการผลิตรถยนต์ ขยายตัวโดยกลุ่ม xEV หนุนยอดผลิตรวมโต แต่รถเครื่องยนต์สันดาปหดตัวหนัก โดยในเดือนก.ค. 2569 มียอดผลิตรถยนต์รวมทั้งสิ้น 117,383 คัน เพิ่มขึ้น 6.12% เมื่อเทียบกับเดือนก.ค. 2568 ส่วนยอดผลิตรถยนต์สะสมในช่วงม.ค. – ก.ค. 2569 มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 834,595 คัน ลดลงเล็กน้อย 0.09% เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน

การผลิตรถยนต์นั่งไฟฟ้า (BEV) เติบโตอย่างโดดเด่นไปแตะ 13,422 คัน เพิ่มขึ้น 271.80% ขณะที่การผลิตรถกระบะไฟฟ้าอยู่ที่ 346 คัน เพิ่มขึ้น 686.36%

กลุ่มรถยนต์ไฮบริดและปลั๊กอินไฮบริดขยายตัวสูงเช่นกัน โดยยอดผลิตรถยนต์นั่ง HEV อยู่ที่ 24,173 คัน เพิ่มขึ้น 95.35% และยอดผลิต PHEV อยู่ที่ 1,661 คัน เพิ่มขึ้น 295.48% เนื่องจากความต้องการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในประเทศเพิ่มสูงขึ้นจากปัญหาราคาน้ำมันแพงอันเนื่องมาจากสงครามตะวันออกกลางตั้งแต่เมื่อต้นปี

อย่างไรก็ตาม ยอดผลิตรถยนต์นั่งเครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) กลับหดตัวรุนแรง เหลือเพียง 8,251 คัน ลดลงถึง 62.49%ขณะที่ยอดการผลิตรถกระบะโดยรวมยังคงลดลงเนื่องจากยอดจำหน่ายในประเทศลดลงอย่างมาก ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยใช้กำลังการผลิตรวมไม่ถึง 60% ของกำลังการผลิตทั้งหมดที่มีอยู่

ยอดขายในประเทศ EV โต กระบะวูบ

พบว่า EV ครองส่วนแบ่งตลาดพุ่งเฉียด 36% ในทางตรงข้ามยอดขายกระบะวูบ 60% สาเหตุหลักมาจากพิษคุมเข้มการปล่อยกู้ โดยยอดขายรถยนต์ในประเทศเดือนก.ค. 2569 ทำได้ 59,196 คัน เพิ่มขึ้น 20.07% เทียบกับก.ค. ปีก่อน และขยับตัวเพิ่มขึ้น 0.80% เมื่อเทียบกับเดือน มิ.ย. 2569

นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือ ยอดขายรถกระบะที่ดิ่งลงเหลือเพียง 1 หมื่นกว่าคัน จากเดิมที่เคยขายได้เฉลี่ยเดือนละ 3 หมื่นกว่าคัน หรือลดลงกว่า 60% ในขณะที่รถกระบะ 1 ตัน(Pickup 1 Ton) ซึ่งเป็นโปรดักส์แชมเปี้ยนของไทย กลับมียอดขายเหลือเพียง 5,084 คัน ลดลง 16.22%

ทั้งนี้ ยอดที่ลดลงเป็นผลผลกระทบโดยตรงจากความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน โดยมีรายงานว่าตัวเลขสินเชื่อรถยนต์หดตัวลง 7.8% ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจไทยที่เติบโตในอัตราต่ำอย่างต่อเนื่อง (ไตรมาส 2 เติบโตเพียง 1.9% ชะลอตัวลงจากไตรมาส 1 ที่เติบโต 2.8%)

ยอดการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป

โดยออสเตรเลียยังเป็นตลาดหลักที่ช่วยพยุงยอดส่งออกรวมให้โตได้ โดยการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปในเดือนก.ค. 2569 มีจำนวน 74,169 คัน เพิ่มขึ้น 2.39% มีมูลค่าการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปทั้งสิ้น 52,238.96 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.49%

“ตลาดออสเตรเลียและโอเชียเนียซึ่งเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของไทย โดยส่วนแบ่งตลาด 30.25% ขยายตัวถึง 29.16% รองลงมาคือตลาดเอเชีย ที่ส่วนแบ่งตลาดที่ 28.92% โต 14.79%”

ขณะที่ยอดส่งออกสำหรับตลาดตะวันออกกลางทรุดลงถึง 33.56% สัดส่วนลดเหลือ 14.56% และหดตัวต่อเนื่องมาเป็นเวลา 5 เดือนแล้ว เนื่องจากปัญหาด้านความปลอดภัยของเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่ยังไม่มีที่ท่าว่าจะยุติในเร็ววัน ทำให้ผู้ส่งออกจำเป็นต้องหาเส้นทางเดินเรืออื่นที่ปลอดภัยกว่าเดิม

ในส่วนของการส่งออกกลุ่ม xEV (ยานยนต์ไฟฟ้าที่รวมถึง HEV, PHEV และ BEV) ขยายตัวอย่างเด่นชัด โดยส่งออกรถยนต์นั่ง BEV ได้ 1,799 คัน พุ่งสูงขึ้น 1,399.17% และส่งออกรถกระบะไฟฟ้าได้ 299 คัน เพิ่มขึ้น 536.17%

ด้านยอดส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปสะสมในช่วงม.ค. – ก.ค. 2569 อยู่ที่ 495,313 คัน ลดลง 6.86% ส่งผลให้มูลค่าส่งออกรถยนต์และชิ้นส่วนสะสมรวมลดลงเหลือ 485,011.00 ล้านบาท หรือหดตัวลง 5.53%

ยอดขายรถไฟฟ้าพุ่งแต่ส่วนใหญ่มาจากนำเข้า

อย่างไรก็ตาม ส.อ.ท. แสดงความกังวลอย่างยิ่งเนื่องจากยอดขายรถยนต์นั่งไฟฟ้าสะสมช่วง 7 เดือนแรก (ม.ค. – ก.ค. 2569) ที่ขายได้รวม 125,411 คันนั้น ปรากฏว่าเป็นยอดที่ผลิตจริงในประเทศเพียงแค่ 46,924 คัน คิดเป็นสัดส่วนเพียง 37.42% ของยอดขาย ส่งผลให้ตลาดส่วนใหญ่เป็นรถยนต์ไฟฟ้านำเข้าจากจีนสูงถึง 62.58% ซึ่งส่งผลเสียเปรียบต่อรถยนต์ที่ผลิตในประเทศ ทั้งกลุ่มสันดาปและ EV ที่จ้างแรงงานคนไทยและใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ

สำหรับยอดขายสะสมในช่วง ม.ค. – ก.ค. 2569 อยู่ที่ 406,162 คัน เพิ่มขึ้น 15.39% ส่วนยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) ในเดือนนี้พุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 20,989 คัน เพิ่มขึ้น 122.08% และครองสัดส่วนถึง 35.46% ของยอดขายรถยนต์ทั้งหมดในประเทศ. ในทางกลับกัน รถยนต์นั่งสันดาปภายใน (ICE) มียอดขายเพียง 7,654 คัน หดตัวลง 34.58% เนื่องจากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นมาก

ขณะเดียวกัน รถกระบะซึ่งมีการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศสูงถึง 90% กลับมียอดขายดิ่งลงอย่างหนัก ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังผู้ผลิตชิ้นส่วนรถกระบะรวมถึงอุตสาหกรรมในซัพพลายเชน จนส่งผลให้ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมของประเทศหดตัวหรือเติบโตต่ำ และผู้ผลิตชิ้นส่วนบางรายต้องตัดสินใจเลิกกิจการหรือย้ายฐานการลงทุนไปต่างประเทศ

เอกชนเสนอรัฐรื้อโครงสร้างภาษี

ตามคำแถลง ส.อ.ท. อยากเรียกร้องให้รัฐบาลชุดปัจจุบันเร่งเข้ามาแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างเร่งด่วน โดยมีข้อเสนอสำคัญ 2ประเด็น ดังนี้

1. ปรับปรุงและปฏิรูปโครงสร้างภาษีให้เกิดความเป็นธรรม โดยขอให้รัฐบาลเร่งทบทวนและปรับโครงสร้างภาษีเพื่อสร้างความเท่าเทียมให้แก่รถยนต์ที่ผลิตในประเทศ (ทั้งกลุ่มสันดาปและกลุ่ม EV) เพื่อไม่ให้เสียเปรียบรถยนต์ไฟฟ้านำเข้าสำเร็จรูปทั้งคัน เนื่องจากผู้ผลิตในประเทศมีการจ้างแรงงานไทยและใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการพยุงและขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจไทยให้เติบโต

2. เสนอตั้งกองทุนค้ำประกันความเสียหายจากรถยึด ด้วยการนำข้อเสนอที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เคยเสนอไว้เมื่อ 2 ปีก่อนกลับมาปัดฝุ่น โดยเรียกร้องให้รัฐจัดตั้งกองทุนเข้าค้ำประกันความเสียหายให้กับสถาบันการเงินจากผลขาดทุนกรณีรถโดนยึดตามที่เกิดขึ้นจริง แต่จำกัดวงเงินไม่เกินคันละ 50,000 บาท โดยมีเงื่อนไขสำคัญแลกเปลี่ยน

นอกจากนี้ โฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ยังได้กล่าวทิ้งท้ายว่า “สถาบันการเงินต้องผ่อนปรนและยินยอมปล่อยสินเชื่อสำหรับรถกระบะมากขึ้นกว่าเดือนที่ผ่านมา เพื่อช่วยกระตุ้นยอดขาย ยอดผลิต ตลอดจนรักษาการจ้างงานและรายได้ของแรงงานนับล้านคนที่อยู่ในซัพพลายเชน ซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังซื้อในประเทศ และสร้างวัฏจักรการเติบโตทางเศรษฐกิจรวมถึงเพิ่มการจัดเก็บรายได้ภาษีของรัฐบาลในระยะยาว”

ที่มา: News

Article by: MEGATech Thailand

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *