ตลาดส่งออกยังเป็นโจทย์ใหญ่ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย หลังคำสั่งซื้อจากตะวันออกกลางชะลอตัวฉุดยอดผลิตเดือนมิถุนายนลดลง 7.55% ขณะที่ตลาดในประเทศยังเดินหน้าต่อ รถยนต์ไฟฟ้าและไฮบริดเติบโตโดดเด่น สะท้อนทิศทางการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของฐานการผลิตไทย
อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยยังต้องเผชิญแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจโลกและความผันผวนของตลาดส่งออก โดยเฉพาะตลาดตะวันออกกลางที่ชะลอตัว ส่งผลให้ยอดผลิตรถยนต์ของไทยในเดือนมิถุนายน 2569 ปรับตัวลดลง แม้ว่าตลาดภายในประเทศยังมีสัญญาณฟื้นตัวต่อเนื่อง และการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้ายังคงขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า เดือนมิถุนายน 2569ประเทศไทยผลิตรถยนต์ได้ทั้งสิ้น 120,391 คัน ลดลง 7.55% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักมาจากการผลิตเพื่อการส่งออกที่ชะลอตัว โดยเฉพาะรถยนต์นั่งและรถกระบะ ซึ่งได้รับผลกระทบจากคำสั่งซื้อในตลาดตะวันออกกลางที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ข้อมูลระบุว่าการส่งออกรถยนต์ไปยังตลาดตะวันออกกลางลดลงถึง 7,727 คัน หรือ 38.35% จากปีก่อน ส่งผลให้การผลิตรถยนต์นั่งเพื่อการส่งออกลดลงถึง 50.11% ขณะที่รถกระบะเพื่อการส่งออกก็ลดลง 8.07% นอกจากนี้ การผลิตรถกระบะเพื่อจำหน่ายในประเทศยังลดลง 17.04% สะท้อนว่าตลาดรถเพื่อการพาณิชย์ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่
อย่างไรก็ตาม หากมองภาพรวมของอุตสาหกรรมในช่วงครึ่งแรกของปี จะเห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ชัดเจน โดยรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) มีสัดส่วนลดลงต่อเนื่อง ขณะที่รถยนต์ไฟฟ้า (BEV) รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) และรถยนต์ไฮบริด (HEV) ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง สะท้อนการปรับตัวของผู้ผลิตและความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนไป
ในเดือนมิถุนายน รถยนต์นั่งผลิตได้ 48,317 คัน ลดลง 5.30% จากปีก่อน แต่เมื่อพิจารณาตามประเภทของระบบขับเคลื่อน พบว่ารถยนต์เครื่องยนต์สันดาปเหลือการผลิตเพียง 9,582 คัน ลดลงถึง 64.54% ตรงกันข้ามกับรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตได้ 12,634 คัน เพิ่มขึ้นถึง 282.38% ส่วนรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดผลิตได้ 1,571 คัน เพิ่มขึ้น 395.58% และรถยนต์ไฮบริดผลิตได้ 24,530 คัน เพิ่มขึ้น 20.37%
ภาพดังกล่าวสะท้อนชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อพิจารณาข้อมูลสะสม 6 เดือนแรกของปี ซึ่งรถยนต์นั่งผลิตรวม 252,371 คัน ลดลง 4.65% แต่การลดลงทั้งหมดเกิดจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปที่ผลิตลดลง 29.21% เหลือ 84,051 คัน ขณะที่รถยนต์ไฟฟ้าผลิตเพิ่มขึ้น 43% เป็น 34,030 คัน รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดเพิ่มขึ้น 23.97% เป็น 12,319 คัน และรถยนต์ไฮบริดเพิ่มขึ้น 8.71% เป็น 121,971 คัน กลายเป็นกลุ่มรถยนต์ที่มีปริมาณการผลิตสูงที่สุดในตลาดรถยนต์นั่งของไทย
ด้านการผลิตรถยนต์บรรทุก เดือนมิถุนายนอยู่ที่ 72,074 คัน ลดลง 9% ขณะที่ยอดสะสมครึ่งปีแรกยังเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 1.04% อยู่ที่ 464,841 คัน สำหรับรถกระบะ 1 ตัน ซึ่งถือเป็นฐานการผลิตสำคัญของประเทศไทย ผลิตได้ 70,539 คัน ลดลง 10.13% แต่ยอดสะสมครึ่งปีแรกยังทรงตัวที่ 456,157 คัน เพิ่มขึ้น 0.10%
จุดที่น่าสนใจคือ การผลิตรถกระบะไฟฟ้าแบบดับเบิลแค็บเริ่มเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยในช่วง 6 เดือนแรกผลิตได้ 2,101 คัน เพิ่มขึ้นถึง 2,234.44% แม้ฐานการผลิตยังมีขนาดไม่ใหญ่ แต่สะท้อนให้เห็นว่าผู้ผลิตเริ่มขยายสายการผลิตรองรับตลาดรถเพื่อการพาณิชย์พลังงานไฟฟ้ามากขึ้น ขณะที่รถอเนกประสงค์ดัดแปลงจากรถกระบะ (PPV) ยังเติบโต 4.10% และรถบรรทุกขนาดใหญ่กว่า 5 ตันเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน
ด้านการผลิตเพื่อการส่งออกยังเป็นปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เดือนมิถุนายนมีการผลิตเพื่อส่งออก 67,784 คัน คิดเป็น 56.30% ของการผลิตทั้งหมด ลดลง 20.18% จากปีก่อน ส่วนยอดสะสมครึ่งปีแรกอยู่ที่ 449,161 คัน ลดลง 5.44% โดยรถกระบะเพื่อการส่งออกทุกประเภทต่างหดตัว ทั้งรถกระบะบรรทุก รถกระบะดับเบิลแค็บ และรถ PPV ซึ่งสะท้อนผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกและกำลังซื้อในตลาดต่างประเทศที่ยังเปราะบาง
ในทางกลับกัน ตลาดภายในประเทศยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของอุตสาหกรรม เดือนมิถุนายนมีการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 52,607 คัน เพิ่มขึ้น 16.12% จากปีก่อน คิดเป็น 43.70% ของการผลิตทั้งหมด โดยรถยนต์นั่งเติบโตโดดเด่นถึง 35.95% แม้ว่าการผลิตรถกระบะเพื่อจำหน่ายในประเทศจะยังลดลง 17.04%
เมื่อพิจารณาตลอดช่วงครึ่งปีแรก การผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศอยู่ที่ 268,051 คัน เพิ่มขึ้น 7.35%จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ขณะที่รถกระบะสำหรับตลาดในประเทศกลับมีการผลิตเพิ่มขึ้นถึง 28.94% เป็น 100,881 คัน โดยเฉพาะรถกระบะดับเบิลแค็บที่ขยายตัวถึง 44.19% สะท้อนว่าความต้องการของผู้บริโภคและภาคธุรกิจภายในประเทศเริ่มฟื้นตัวดีขึ้น
ตัวเลขการผลิตในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 จึงสะท้อนภาพของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยที่กำลังเผชิญความท้าทายสองด้านพร้อมกัน ด้านหนึ่งคือแรงกดดันจากการส่งออกที่ยังได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกและตลาดตะวันออกกลาง ขณะที่อีกด้านหนึ่งคือการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ไฮบริด ซึ่งกำลังเข้ามาแทนที่รถยนต์เครื่องยนต์สันดาปอย่างชัดเจน และจะเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในระยะต่อไป

ที่มา: News << Click here
Article by: MEGATech Thailand << Click here