Saving & Conservation Energy

Impact of COVID-19 on RE development

Share with

Article by: Pornphimol Winyuchakrit (Ph.D.)

ในปัจจุบัน คงไม่มีใครที่ไม่รู้จักโรค “โควิด-19” ซึ่งเป็นโรคระบาดรุนแรงชนิดหนึ่งของโลก การระบาดของโรคนี้เริ่มขึ้นตั้งแต่ปลายปี ค.ศ. 2019 โดยมีการแพร่กระจายเป็นวงกว้างและเพิ่มความรุนแรงมากขึ้นในช่วงต้นปี ค.ศ. 2020 ทำให้หลายประเทศจำเป็นต้องใช้มาตรการล็อคดาวน์หรือปิดพื้นที่เสี่ยงต่อการแพร่กระจายของเชื้อโรค แน่นอนว่าการดำเนินการดังกล่าวสามารถช่วยลดการระบาดของโรคนี้ได้อย่างมาก แต่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อการหดตัวของเศรษฐกิจในวงกว้างอย่างมากเช่นกัน ไม่เว้นแม้แต่การพัฒนาด้านเทคโนโลยีพลังงานทดแทน

โควิด-19 ส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อการลงทุนและการขยายตัวด้านพลังงานทดแทน และเป็นที่แน่นอนว่านั่นย่อมส่งผลต่อความพยายามในอนาคตที่จะดำเนินการ “ควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม” ภายใต้ความตกลงปารีสซึ่งเป็นกฎกติการะหว่างประเทศสำหรับการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

การดำเนินมาตรการปิดพื้นที่และการเว้นระยะห่างทางสังคมส่งผลกระทบต่อความต้องการเดินทางที่ลดลงโดยเฉพาะการเดินทางทางอากาศ และกิจกรรมทางด้านเศรษฐกิจที่หดตัวลง ทำให้มีการคาดการณ์ว่าความต้องการพลังงานจะลดลงกว่าร้อยละ 6 ในปี ค.ศ. 2020 นอกจากนี้ สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency หรือ IEA) ได้คาดการณ์ว่าระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของโลกจะลดลงประมาณร้อยละ 8 ในปีนี้ ซึ่งเป็นการลดลงในระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 2010[1]

การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนในช่วงไตรมาสแรกของปี ค.ศ. 2020 คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 28 ของปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้ทั้งหมดของโลก ซึ่งเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 26 ในช่วงเวลาเดียวกันของปี ค.ศ. 2019 (ดูรูปที่ 1 ประกอบ) IEA คาดการณ์ว่าการเติบโตของพลังงานทดแทนเพื่อผลิตไฟฟ้าจะลดลงในปีนี้ ซึ่งเป็นผลจากการหดตัวของเศรษฐกิจ แต่การขยายตัวของพลังงานทดแทนในระดับโครงการคาดว่าจะเริ่มขึ้นในปีหน้าหรือปี ค.ศ. 2021 โดยที่การลงทุนด้านพลังงานแสงอาทิตย์ในระดับครัวเรือนหรือการติดตั้งบนหลังคาอาจจะเริ่มขึ้นได้ช้ากว่าในกรณีที่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล นอกจากนี้การผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพในภาคขนส่งถูกคาดการณ์ว่าจะหดตัวลงประมาณร้อยละ 13 ในปีนี้ ในขณะที่การผลิตความร้อนจากพลังงานทดแทนในภาคอุตสาหกรรมก็หดตัวลงเช่นกัน เนื่องจากปริมาณการผลิตที่ลดลง

แม้ว่าการลดกิจกรรมในช่วงเวลาที่เกิดโรคระบาดจะส่งผลต่อปริมาณการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ลดลง จนทำให้การลงทุนด้านพลังงานทดแทนหดตัวลงอย่างรวดเร็ว แต่นั่นจะเป็นเพียงการหยุดชะงักไปช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น เนื่องจากราคาของเทคโนโลยีพลังงานทดแทนที่ลดลงอย่างรวดเร็วทำให้สามารถแข่งขันกับราคาของเชื้อเพลิงฟอสซิลได้ ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญต่อโอกาสในการพัฒนาด้านพลังงานสะอาดของประเทศไทย

ข้อมูลสถิติและประมาณการณ์กำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน[2]

[1] International Energy Agency (IEA): CO2 emissions: Short-term shock does not guarantee sustained decline, IEA, https://www.iea.org/articles/the-impact-of-the-covid-19-crisis-on-clean-energy-progress (2020)

[2] International Energy Agency (IEA): Renewable electricity capacity additions, 2007-2021, updated IEA forecast, IEA, https://www.iea.org/data-and-statistics/charts/renewable-electricity-capacity-additions-2007-2021-updated-iea-forecast (2020)

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *