Green Transformation ที่ SIMTEC จะเกิดขึ้นจริงได้ เมื่อแนวคิดถูกเปลี่ยนให้เป็นผลลัพธ์ที่วัดได้ในโรงงาน ตั้งแต่การมองเห็นความสูญเสีย การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ไปจนถึงการนำข้อมูลมาวิเคราะห์และปรับปรุงกระบวนการผลิต โดยมี “การพัฒนาคน” เป็นกลไกสำคัญที่เชื่อมองค์ความรู้ เทคโนโลยี และการลงมือปฏิบัติเข้าด้วยกัน
ความมุ่งมั่นนี้สะท้อนผ่านการเข้าเยี่ยมชม สถาบันเทคโนโลยีการผลิตสุมิพล (SIMTEC) ของคณะผู้บริหารภาครัฐ นำโดย ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมคณะที่ปรึกษา และคณะผู้บริหารจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) นำโดย คุณนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการ BOI เพื่อเยี่ยมชมความคืบหน้าของหลักสูตร “Green Transformation for Next-Generation Factory Leaders” และแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนากำลังคนเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของภาคการผลิตไทย


ในโอกาสนี้ MEGA Tech ในฐานะสื่ออุตสาหกรรมการผลิตไทย ร่วมติดตามและถ่ายทอดการเยี่ยมชม SIMTEC เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า Green Transformation ไม่ได้หยุดอยู่เพียงระดับนโยบาย แต่กำลังถูกเปลี่ยนสู่ “การลงมือทำจริง” ผ่านการพัฒนาคน เทคโนโลยี และข้อมูล เพื่อยกระดับหน้างานและขีดความสามารถของอุตสาหกรรมไทย
REAL-WORLD PRACTICAL ACADEMY: พัฒนา “คน” ให้พร้อมเปลี่ยนผ่าน—แก้โจทย์จริงจาก Shop Floor
เมื่อคณะเดินทางถึง SIMTEC ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจาก คุณทองพล อุลปาทร Director of SIMTEC และทีมงาน ในการกล่าวรายงาน คุณทองพลได้ฉายภาพพันธกิจที่แท้จริงของ SIMTEC ว่าถูกก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นศูนย์เทคนิคการเรียนรู้ด้านการผลิตในยุคอุตสาหกรรม 4.0 โดยเน้นย้ำรูปแบบ Real-World Practical Training Academy หรือการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการจริงในสภาพแวดล้อมหน้างาน

โครงสร้างหลักสูตรทั้งหมดของสถาบันถูกออกแบบขึ้นโดยตรงจากเจ้าของเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก ผสานกับประสบการณ์อันยาวนานกว่า 40 ปีของบริษัทสุมิพลที่ยืนหยัดเคียงข้างภาคอุตสาหกรรมไทย ทำให้มีความเข้าใจความต้องการเชิงลึกของผู้ประกอบการอย่างแม่นยำ ยิ่งไปกว่านั้น แม้สถาบันจะต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ COVID-19 ตั้งแต่ช่วงเริ่มก่อตั้ง แต่ SIMTEC ยังคงเดินหน้าถ่ายทอดองค์ความรู้ทั้งในรูปแบบ Online และ Offline จนสามารถบ่มเพาะบุคลากรไปแล้วมากกว่า 25,000 คน แบ่งเป็นภาคการศึกษา 20,000 คน และบุคลากรภาคอุตสาหกรรมกว่า 5,000 คน จากโรงงานชั้นนำมากกว่า 500 บริษัท ซึ่งกลายเป็นฐานกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนภาคการผลิตของประเทศ
HIGH-SKILLED HUMAN CAPITAL: เมื่อ “ทุน” ต้องเดินคู่กับ “การพัฒนาคนอย่างทั่วถึง”
จากนั้นคณะได้เข้าสู่ห้องสัมมนา โดย คุณนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี กล่าวต้อนรับ พร้อมสะท้อนภาพของจังหวัดชลบุรีในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม การลงทุน และการท่องเที่ยวของประเทศ ชลบุรีมีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) สูงกว่า 1.23 ล้านล้านบาท ซึ่งสูงเป็นอันดับ 2 ของประเทศไทย เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และมีโรงงานทั้งในและนอกนิคมอุตสาหกรรมกว่า 5,100 แห่ง สร้างการจ้างงานมากกว่า 540,000 คน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
อย่างไรก็ตาม ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีได้ชี้ให้เห็นประเด็นยุทธศาสตร์สำคัญว่า การส่งเสริมการลงทุนให้เกิดผลลัพธ์ที่ยั่งยืนจะมองแค่ตัวเลขเงินลงทุนหรือการนำเข้าเครื่องจักรทันสมัยอย่างเดียวไม่ได้ แต่ต้องกระทำควบคู่ไปกับการยกระดับศักยภาพคน โดยระบุว่ามาตรการของ BOI ในการสร้าง High-Skilled Human Capital เป็นหัวใจสำคัญในการ “ลดช่องว่างด้านทักษะ (Skill Gap)” ระหว่างแรงงานกับความต้องการของเทคโนโลยียุคใหม่

นอกจากนี้ จังหวัดชลบุรียังแสดงความพร้อมที่จะบูรณาการความร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และสถาบันฝึกอบรม เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนและเยาวชนในพื้นที่สามารถเข้าถึงการพัฒนาทักษะสูงและได้เข้าทำงานในตำแหน่งงานที่มีคุณภาพ อันเป็นการกระจายประโยชน์จากการลงทุนลงสู่ท้องถิ่นอย่างทั่วถึง และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน
Green Transformation: เปลี่ยน “แนวคิด” เป็น “ทักษะที่แข่งขันได้จริง”
คุณทองพลกล่าวถึงเป้าหมายของ Green Transformation for Next-Generation Factory Leaders ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก BOI ภายใต้ BOI STEM++ โดยขณะนี้มีผู้สนใจลงทะเบียนเข้าร่วมแล้วกว่า 900 คน จากเป้าหมายรวม 1,000 คน แบ่งการอบรมออกเป็น 9 รุ่น ซึ่งในวันที่คณะภาครัฐเข้าเยี่ยมชมนั้น เป็นการบรรยากาศการเรียนรู้จริงของ “ผู้เข้าอบรมรุ่นที่ 4″ และคาดว่าจะดำเนินการอบรมครบทุกรุ่นภายในเดือนพฤศจิกายนนี้

ความโดดเด่นของหลักสูตรนี้ ไม่ใช่การสอนเรื่องสิ่งแวดล้อมแบบแยกส่วน แต่เป็นการนำเอา Lean, Industrial IoT, Energy Management และ Green Transformation มาบูรณาการเข้าด้วยกัน ผ่านโครงสร้างการเรียนรู้ 4 ขั้นตอน:
- SEEN (Data Visibility): ใช้เทคโนโลยี Industrial IoT และ Sensor เพื่อเปลี่ยนข้อมูลไร้รูปร่างในสายการผลิตให้มองเห็นได้อย่างชัดเจน เช่น การตรวจจับประสิทธิภาพเครื่องจักร และการค้นหาจุดสูญเสีย
- LEAN (Waste Elimination): นำหลักการ Lean เข้าไปค้นหาและขจัดความสูญเสีย (Loss & Waste) รวมไปถึงการลด Energy Loss ในกระบวนการผลิต
- GREEN (Environmental Standard): ยกระดับกรอบความคิดสู่การบริหารจัดการพลังงาน การประเมิน Carbon Footprint ขององค์กรและผลิตภัณฑ์ (CFO/CFP) ตลอดจนการประเมินวัฏจักรชีวิตสิ่งแวดล้อม (LCA)
- CLEAN (Systematic Sustainability): รวบรวมข้อมูลและ Insight ทั้งหมดมาจัดทำเป็น GX Roadmap และ Action Plan ที่สามารถนำกลับไปปรับปรุงโรงงานได้จริง

คุณทองพลเน้นย้ำว่า เสียงตอบรับจากผู้ผ่านการอบรมในรุ่นก่อนหน้า ตอกย้ำความเชื่อมั่นว่าองค์ความรู้ที่ได้รับจะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถปรับตัวและสร้างความได้เปรียบในโลกเศรษฐกิจยุคปัจจุบันได้อย่างแท้จริง
POLICY MEETS FACTORY FLOOR: สะพานเชื่อม “นโยบาย” สู่ “ความเป็นจริงในโรงงาน”
หนึ่งในช่วงที่มีคุณค่าของการเยี่ยมชมครั้งนี้ คือการที่คณะได้ถ่ายภาพร่วมกับผู้เข้าอบรมกว่า 100 คน พร้อมพูดคุยและสอบถามผู้เรียนอย่างใกล้ชิดถึงประสบการณ์และประโยชน์ที่ได้รับจากหลักสูตร
เหตุการณ์นี้นับเป็นสะพานเชื่อมช่องว่างสำคัญระหว่าง Policy Design (การออกแบบนโยบายจากภาครัฐ) กับ Factory Reality (ความเป็นจริงหน้างานอุตสาหกรรม) เพราะทำให้ผู้กำหนดนโยบายและหน่วยงานส่งเสริมการลงทุน BOI ได้รับฟังปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในสายการผลิต ความต้องการทักษะที่แท้จริงของแรงงาน ตลอดจนข้อจำกัดในการปรับตัวสู่ Green Transformation ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำไปใช้เป็นฐานในการออกแบบมาตรการส่งเสริมการลงทุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษีในอนาคตให้ตรงจุดและสอดคล้องกับความต้องการจริงของภาคการผลิตได้มากขึ้น

PRACTICAL LEARNING FACTORY: พิสูจน์การเรียนรู้ด้วยการ “ลงมือทำจริง”
หลังจากพบปะผู้เข้าอบรม คณะได้เข้าเยี่ยมชมพื้นที่ Learning Factory บริเวณชั้นล่างของ SIMTEC ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างทักษะทักษะชั้นสูงด้านเทคโนโลยีและการจัดการพลังงาน สถาบันได้เปลี่ยนห้องเรียนทฤษฎีเดิมๆ ให้กลายเป็นพื้นที่จำลองสภาพแวดล้อมโรงงานอุตสาหกรรมจริง
ผู้เข้าอบรมจะได้ทดลองปฏิบัติงานกับเครื่องจักรและอุปกรณ์เทคโนโลยีสมัยใหม่ เรียนรู้การออกแบบ IoT Dashboard ตามวัตถุประสงค์เฉพาะ ฝึกตรวจจับการรั่วไหลของระบบลมอัด (Compressed Air Leakage) ซึ่งเป็นต้นทุนแฝงมหาศาลของโรงงาน ตลอดจนการสำรวจ Energy Hotspot และวิเคราะห์ Machine Loss เพื่อเชื่อมโยงค่า Productivity เข้ากับ Carbon Footprint อย่างเป็นระบบ การสาธิตในแต่ละ Learning Station ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าคำว่า “Practical Hands-on Training” ของ SIMTEC นั้นเกิดขึ้นได้จริงผ่านเครื่องมือและกระบวนการเรียนรู้ที่ถูกออกแบบมาอย่างมีระบบและได้มาตรฐานสากล
BEYOND CAPITAL INVESTMENT: GX ที่เริ่มต้นจาก “คน” ก่อนการซื้อเครื่องจักร
บรรยากาศการเยี่ยมชมในครั้งนี้ได้มอบบทเรียนเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญแก่ภาคอุตสาหกรรมไทยว่า การเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมสีเขียว (GX) ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยการทุ่มงบประมาณจัดซื้อเทคโนโลยีราคาสูงเสมอไป แต่สามารถเริ่มต้นจากคำถามที่เรียบง่ายทว่าทรงพลังว่า “วันนี้โรงงานของเรามองเห็นความสูญเสียของตัวเองชัดเจนแล้วหรือยัง?”
หากองค์กรสามารถพัฒนา “คนหน้างาน” ให้มีความรู้ สามารถอ่านข้อมูล วิเคราะห์ Energy Loss และเชื่อมโยงความสูญเสียเหล่านั้นเข้ากับต้นทุนและ Carbon Footprint ได้ การลงทุนในเทคโนโลยีขั้นต่อไปก็จะเป็นไปอย่างแม่นยำ คุ้มค่า และเกิดผลตอบแทนทางธุรกิจอย่างสูงสุด กรอบความคิด SEEN → LEAN → GREEN → CLEAN จึงไม่ใช่แค่เรื่องการทำความดีเพื่อสิ่งแวดล้อม แต่คือกลยุทธ์การบริหารธุรกิจที่นำ Productivity, Energy Efficiency และ Carbon Reduction มารวมไว้ในกระบวนการปรับปรุงเดียวกัน

ACTIONABLE TRANSFORMATION: Green Transformation SIMTEC สู่อนาคตอุตสาหกรรมสีเขียวของไทย
การเดินทางมาเยี่ยมชมสถาบัน SIMTEC ของคณะรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และเลขาธิการ BOI ในครั้งนี้ จึงมีความหมายลึกซึ้งกว่าการติดตามความคืบหน้าของโครงการอบรมทั่วไป แต่คือภาพสะท้อนของสมการแห่งความสำเร็จในการขับเคลื่อนประเทศที่ประกอบด้วย Policy + Investment + Technology + People + Action
แม้เป้าหมาย Green Transformation ในระดับประเทศจะถูกวัดผลด้วยตัวเลขการลดคาร์บอน แต่จุดเริ่มต้นที่ยั่งยืนที่สุดย่อมเกิดจาก “คน” ในภาคการผลิตที่มีความเข้าใจข้อมูล เห็นปัญหา และรู้วิธีการปรับปรุงโรงงานของตนเอง สิ่งที่ SIMTEC ร่วมกับภาครัฐและ BOI กำลังสร้างขึ้น จึงไม่ใช่เพียงการมอบใบประกาศนียบัตร แต่คือการจุดประกายให้เกิด Action Realized บน Factory Floor ที่จะเปลี่ยนภาคอุตสาหกรรมไทยให้ยั่งยืนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลกได้อย่างแท้จริง

