ส.อ.ท. เผยยอดการผลิตรถยนต์ของไทยเดือนเมษายน 2569 ว่า มียอดการผลิตทั้งสิ้นจำนวน 103,794 คัน ลดลงจากเดือนมีนาคม 2569 มากถึงร้อยละ 22.20 และลดลงจากเดือนเมษายน 2568 ร้อยละ 0.44 ในขณะที่ยอดส่งออกรถยนต์เดือนเมษายน 2569 ลดลง 8.43% จากผลพวงสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ที่นำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซและกระทบการส่งออก
เมื่อวานนี้ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้เปิดเผยจำนวนการผลิตรถยนต์ของไทยในเดือนเมษายน 2569 ว่า มียอดการผลิตทั้งสิ้นจำนวน 103,794 คัน ลดลงจากเดือนมีนาคม 2569 ร้อยละ 22.20 และลดลงจากเดือนเมษายน ปี 2568 ร้อยละ 0.44 ทำให้ยอดผลิตรถยนต์รวม 4 เดือนแรก (ม.ค.-เม.ย. 2569) มียอดผลิตรวม 473,545 คัน โตขึ้น 4% จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยแบ่งเป็นยอดผลิตเพื่อส่งออกจำนวน 316,605 คัน คิดเป็น 66.86% ของยอดผลิตทั้งหมด (เพิ่มขึ้น 4.56%) และยอดผลิตเพื่อขายในประเทศ 156,940 คัน คิดเป็น 33.14% ของยอดผลิตทั้งหมด (เพิ่มขึ้น 2.90%)
โดยยอดผลิตนี้แบ่งเป็นรถยนต์ส่วนบุคคลจำนวน 36,650 คัน (ลดลง 8.43%) ซึ่งในจำนวนนี้เป็นรถยนต์สันดาปภายใน (ICE) จำนวน 11,870 คัน (ลดลง 24.15%), รถยนต์นั่งไฟฟ้าแบบ BEV จำนวน 4,716 คัน (ลดลง 1.01%), รถยนต์ไฟฟ้าปลั๊กอิน (PHEV) จำนวน 1,738 คัน (เพิ่มขึ้น 68.57%) และรถยนต์ไฮบริด (HEV) จำนวน 18,326 คัน (ลดลง 1.37%) ขณะที่รถกระบะไฟฟ้า BEV จำนวน 250 คัน เพิ่มขึ้นถึง 6,150% โดยสาเหตุหลักมาจากการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศที่ลดลง 1.70%
สำหรับยอดการส่งออกประจำเดือนเมษายน 2569 มีทั้งหมดจำนวน 60,190 คัน ลดลง 8.43% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และลดลง 25.13% จากเดือนมีนาคมก่อนหน้า เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสงครามระหว่างสหรัฐฯและอิสราเอลกับอิหร่าน ที่นำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งทำให้การส่งออกรถยนต์ไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยลดลงกว่า 11,053 คัน หรือ 91.76% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และเมื่อรวมมูลค่าส่งออกรวมรถยนต์ เครื่องยนต์ ชิ้นส่วน และอะไหล่ อยู่ที่ 62,637.24 ล้านบาท ลดลง 6.86% จากช่วงเดียวกันปีก่อน
โดยนายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้ให้รายละเอียดว่า ตลาดส่งออกที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือ ตลาดประเทศในตะวันออกกลาง ซึ่งยอดส่งออกรถยนต์ลดลงกว่า 11,053 คัน หรือ 91.76% ซึ่งเป็นจากผลกระทบสงครามระหว่างสหรัฐ อิสราเอล และอิหร่าน รวมถึงการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่วนตลาดเอเชีย ออสเตรเลีย โอเชียเนีย แอฟริกา และอเมริกาเหนือยังขยายตัว แต่ไม่สามารถชดเชยการหดตัวของตลาดตะวันออกกลางได้ทั้งหมด
นายสุรพงษ์ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ยังต้องจับจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความเสี่ยงจากความขัดแย้งระหว่างประเทศและสงครามการค้า รวมทั้งเศราฐกิจไทยที่ยังมีความเปราะบาง และยังมีปัจจัยลบที่น่ากังวลคือ การขอปรับราคาขึ้นของชิ้นส่วนต่างๆ เนื่องจากปัจจัยราคาพลังงานที่สูงขึ้นและมีความผันผวน ซึ่งอาจจจะซ้ำเติมต่อยอดขายและยอดผลิตรถยนต์ให้ลดลงด้วย ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดต่อไป
ที่มา: สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)
Article by: MEGATech Thailand << Click here