ส.อ.ท.เปิดยอดผลิตรถยนต์ไทยเดือนกันยายน 2569 ลดลง 6.08% เหลือ 120,319 คัน ผลกระทบน้ำท่วมซ้ำเติมภาคการผลิต ขณะที่ตลาด EV ยังขยายตัวต่อเนื่อง ทั้งยอดขายในประเทศและการผลิตเพื่อส่งออก แต่ตลาดรถกระบะยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อและสินเชื่อที่เข้มงวด ห่วงกระทบผู้ผลิตชิ้นส่วนและการจ้างงาน เร่งรัฐออกมาตรการฟื้นตลาดควบคู่ยกระดับอุตสาหกรรมสู่ยานยนต์ไฟฟ้า
ยอดผลิตรถยนต์ยังเปราะบาง น้ำท่วมซ้ำเติมห่วงโซ่อุปทาน
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) รายงานว่า เดือนกันยายน 2569 ไทยผลิตรถยนต์ได้ 120,319 คัน ลดลง 6.08% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ยอดผลิตสะสม 9 เดือนแรกอยู่ที่ 1,080,030 คัน เพิ่มขึ้น 0.39% สะท้อนภาพการผลิตโดยรวมที่ยังเติบโตในระดับต่ำ
ปัจจัยกดดันสำคัญมาจากอุทกภัยในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จังหวัดชลบุรี ซึ่งกระทบผู้ผลิตชิ้นส่วนและระบบขนส่ง จนโรงงานประกอบรถยนต์บางแห่งต้องหยุดสายการผลิตชั่วคราว แม้ไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมโดยตรง อย่างไรก็ตาม โรงงานต่าง ๆ กลับมาดำเนินงานตามปกติตั้งแต่กลางเดือนตุลาคม โดย ส.อ.ท. ยังคงเป้าหมายการผลิตรถยนต์ทั้งปีไว้ที่ 1.45 ล้านคัน แบ่งเป็นการผลิตเพื่อส่งออก 900,000 คัน และการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 550,000 คัน
สำหรับรถกระบะขนาด 1 ตัน เดือนกันยายน 2569 ผลิตได้ทั้งหมด 72,195 คัน ลดลงจากเดือนกันยายน 2568 ที่ 6.81% โดยคิดเป็น 60.00% ของยอดการผลิตรถยนต์ทั้งหมด และตั้งแต่เดือนมกราคม-กันยายน 2569 ผลิตได้ทั้งสิ้น 670,421 คัน ลดลงจากมกราคม-กันยายน 2568 ที่ 0.39% ด้านรถจักรยานยนต์ เดือนกันยายนผลิตได้ 195,723 คัน ลดลง 4.80% ส่วนยอดผลิตสะสม 9 เดือนอยู่ที่ 1,854,495 คัน ลดลง 0.27%
EV ขยายกำลังผลิตต่อเนื่อง เร่งเปลี่ยนผ่านโครงสร้างอุตสาหกรรม
สวนทางกับยอดผลิตรถยนต์โดยรวม ซึ่งรถยนต์ไฟฟ้ายังเป็นกลุ่มที่เติบโตโดดเด่น โดยเดือนกันยายนมีการผลิตรถยนต์นั่งไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) 9,894 คัน เพิ่มขึ้น 55.20% ขณะที่ยอดผลิตสะสม 9 เดือนอยู่ที่ 70,472 คัน เพิ่มขึ้น 71.12%
ส่วนรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) มียอดผลิตสะสม 18,792 คัน เพิ่มขึ้น 18.92% และรถยนต์ไฮบริด (HEV) อยู่ที่ 181,549 คัน เพิ่มขึ้น 17.58% ขณะที่การผลิตรถยนต์นั่งเครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) สะสมลดลง 32.05% เหลือ 125,254 คัน
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยไปสู่ระบบขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้า ซึ่งกำลังเปลี่ยนทั้งรูปแบบการลงทุน เทคโนโลยีการผลิต และความต้องการชิ้นส่วน ผู้ประกอบการไทยจึงต้องเร่งปรับตัวเพื่อรักษาบทบาทในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมยานยนต์ยุคใหม่
ตลาดรถยนต์ในประเทศฟื้น EV นำทัพ แต่กระบะยังเหนื่อยต่อ
ยอดจำหน่ายรถยนต์ในประเทศเดือนกันยายนอยู่ที่ 55,255 คัน เพิ่มขึ้น 14.28% จากปีก่อน แต่ลดลง 7.61% จากเดือนสิงหาคม ส่วนยอดขายสะสม 9 เดือนอยู่ที่ 521,226 คัน เพิ่มขึ้น 16.35%
รถยนต์นั่ง BEV มียอดขาย 16,404 คัน เพิ่มขึ้น 80.13% ขณะที่ HEV ขายได้ 14,113 คัน เพิ่มขึ้น 10.78% ส่วนรถยนต์นั่ง ICE ขายได้ 7,776 คัน ลดลง 14.50% แสดงให้เห็นว่าความต้องการรถยนต์พลังงานไฟฟ้ายังคงขยายตัวท่ามกลางตลาดที่มีความแตกต่างกันระหว่างประเภทผลิตภัณฑ์
อย่างไรก็ตาม ตลาดรถกระบะยังเป็นจุดอ่อน โดยเดือนกันยายนมียอดขายรถกระบะหนึ่งตัน 5,003 คัน ลดลง 11.50% ขณะที่รถกระบะดับเบิลแค็บขายได้ 5,106 คัน ลดลง 4.95% ส่วนรถจักรยานยนต์มียอดจำหน่าย 151,434 คัน เพิ่มขึ้น 12.64% และยอดขายสะสม 9 เดือนอยู่ที่ 1,414,308 คัน เพิ่มขึ้น 7.52%
ส่งออกรถยนต์เริ่มฟื้นในรายเดือน แต่ยอดสะสมยังติดลบ
เดือนกันยายน ไทยส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป 89,972 คัน เพิ่มขึ้น 4.55% คิดเป็นมูลค่า 63,130.05 ล้านบาท โดยรถกระบะมีสัดส่วน 60.64% ของยอดส่งออกทั้งหมด หรือ 54,559 คัน เพิ่มขึ้น 11.15%
สำหรับรถยนต์นั่ง BEV ส่งออก 867 คัน ลดลง 10.80% ขณะที่รถกระบะ BEV ส่งออก 248 คัน เพิ่มขึ้น 588.89% แม้เป็นอัตราเติบโตสูง แต่ยังต้องพิจารณาฐานเปรียบเทียบและปริมาณส่งออกจริงประกอบกัน
อย่างไรก็ตาม ยอดส่งออกรถยนต์สะสม 9 เดือนอยู่ที่ 655,009 คัน ลดลง 4.94% ส่วนรถกระบะส่งออก 401,018 คัน ลดลง 6.23% ขณะที่รถยนต์นั่ง BEV ส่งออกสะสม 13,002 คัน เพิ่มขึ้น 315.66%
ด้านรถจักรยานยนต์ เดือนกันยายนส่งออก 74,353 คัน ลดลง 1.14% แต่ยอดส่งออกสะสม 9 เดือนยังเพิ่มขึ้น 4.17% อยู่ที่ 672,159 คัน
กำลังซื้อ–สินเชื่อตึงตัว กดดันตลาดกระบะและผู้ผลิตชิ้นส่วน
โจทย์สำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยไม่ได้อยู่ที่ยอดผลิตเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงกำลังซื้อในประเทศที่เปราะบาง หนี้ครัวเรือนสูง และการพิจารณาสินเชื่อที่เข้มงวด โดยเฉพาะตลาดรถกระบะซึ่งเชื่อมโยงกับภาคเกษตรกรรม ผู้ประกอบการรายย่อย และธุรกิจขนส่ง
ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและข้อจำกัดด้านเส้นทางขนส่งยังส่งผลต่อการส่งออก โดยยอดส่งออกรถกระบะไปตะวันออกกลางในช่วง 9 เดือนแรกลดลง 37.73% หรือ 33,118 คัน
แรงกดดันดังกล่าวส่งต่อไปยังผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ เหล็ก พลาสติก ยาง และอุปกรณ์ประกอบรถยนต์ ซึ่งพึ่งพาคำสั่งซื้อจากโรงงานประกอบรถยนต์ หากยอดผลิตและยอดขายชะลอตัวต่อเนื่อง อาจกระทบต่อรายได้ การจ้างงาน และการลงทุนของผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทาน
แนะรัฐเร่งปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิต พร้อมยกระดับซัพพลายเชนไทย
ส.อ.ท. เผยต่อว่า ขณะนี้ยังรอประกาศอย่างเป็นทางการสำหรับมาตรการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์นำเข้าสำเร็จรูป การปรับภาษีนี้จะช่วยสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้ประกอบการที่ลงทุนและผลิตในประเทศไทย รวมทั้งส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการลงทุนระยะยาวและการสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ
อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักของประเทศ มีผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุปทานกว่า 2,500 ราย และเกี่ยวข้องกับการจ้างงานมากกว่า 800,000 คน ตั้งแต่ผู้ผลิตรถยนต์ ผู้ผลิตชิ้นส่วนและวัตถุดิบ อุตสาหกรรมสนับสนุน ผู้ประกอบการ SMEs ไปจนถึงธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้อง การส่งเสริมให้เกิดการผลิตในประเทศจึงช่วยกระจายประโยชน์ไปสู่ระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง
ที่มา: https://fti.or.th/news/1717-fti-reports-september-car-production-decrease-of-6-08