ไทยกลับมาอยู่ในสายตานักลงทุนโลกอีกครั้ง หลังเม็ดเงินขอรับการส่งเสริมการลงทุนทะยานแตะ 1.47 ล้านล้านบาท ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 แซงหน้าเวียดนามเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี โดยแรงหนุนสำคัญมาจากการลงทุนด้าน AI, Data Center และ Cloud Computing อย่างไรก็ตาม ความท้าทายในครึ่งปีหลังยังอยู่ที่มาตรการภาษีของสหรัฐ ซึ่งอาจเป็นตัวแปรสำคัญต่อการส่งออกและความสามารถในการแข่งขันของไทย
ประเทศไทยกำลังส่งสัญญาณเชิงบวกต่อเศรษฐกิจโลก เมื่อสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เปิดเผยว่า ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2569 มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวม 1,299โครงการ คิดเป็นมูลค่า 1,473,718 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) มีมูลค่า 1.36 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 80% ถือเป็นระดับสูงสุดในรอบหลายปี และเป็นครั้งแรกที่ไทยสามารถดึงเม็ดเงินลงทุนได้สูงกว่าเวียดนาม ซึ่งเคยเป็นดาวเด่นด้านการลงทุนของอาเซียนมาอย่างต่อเนื่อง
การกลับมาของไทยครั้งนี้สะท้อนว่า นักลงทุนต่างชาติเริ่มมองเห็นศักยภาพของประเทศในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของภูมิภาค มากกว่าการเป็นเพียงฐานการผลิตแบบดั้งเดิม
AI และ Data Center กลายเป็นแม่เหล็กดึงทุนต่างชาติ
ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันเม็ดเงินลงทุนคือ อุตสาหกรรมดิจิทัล ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนสูงถึง 1.11 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นมากกว่าสามในสี่ของเงินลงทุนทั้งหมด โดยเฉพาะโครงการด้าน Data Center, Cloud Service, Data Hosting และโครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI
ตลอดช่วงที่ผ่านมา บริษัทเทคโนโลยีระดับโลก เช่น Google, Amazon Web Services (AWS), Microsoft และ TikTok ต่างประกาศลงทุนหรือขยายการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดความต้องการระบบเครือข่าย อุปกรณ์ไฟฟ้า ระบบระบายความร้อน ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และบริการด้านวิศวกรรมเพิ่มขึ้นอย่างมาก
นอกจากอุตสาหกรรมดิจิทัลแล้ว กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เกษตรและแปรรูปอาหาร โลจิสติกส์ พลังงานสะอาด ยานยนต์ รวมถึงระบบอัตโนมัติ ยังเป็นอุตสาหกรรมที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลกเช่นกัน
ผลบวกกระจายสู่ซัพพลายเชนไทย
เม็ดเงินลงทุนที่เพิ่มขึ้นไม่ได้เป็นประโยชน์เฉพาะนักลงทุนต่างชาติ แต่ยังสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดย BOI คาดว่าโครงการที่ได้รับอนุมัติจะก่อให้เกิดการจ้างงานใหม่กว่า 82,000 ตำแหน่ง ใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนภายในประเทศคิดเป็นมูลค่า 386,000 ล้านบาท และสร้างมูลค่าการส่งออกกว่า 1.24 ล้านล้านบาท
ขณะเดียวกัน มาตรการ Smart & Sustainable Industry ของ BOI ที่ที่มุ่งเน้นการใช้ระบบอัตโนมัติ ดิจิทัล และพลังงานสะอาด เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการปรับปรุงประสิทธิภาพและยกระดับธุรกิจสู่อุตสาหกรรมอัจฉริยะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ก็ได้รับความสนใจมากขึ้น โดยผู้ประกอบการจำนวนมากลงทุนเปลี่ยนเครื่องจักร เพิ่มระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิต ลดการใช้พลังงาน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
สำหรับผู้ผลิตเครื่องจักร เครื่องมือกล ระบบ Factory Automation ซอฟต์แวร์อุตสาหกรรม รวมถึงผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศ ถือเป็นโอกาสสำคัญในการขยายธุรกิจไปพร้อมกับการเปลี่ยนผ่านของภาคการผลิตไทย
รัฐเร่งวางโครงสร้างพื้นฐานข้อมูล รองรับเศรษฐกิจยุค AI
การเติบโตของอุตสาหกรรมดิจิทัลยังสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ที่เพิ่งอนุมัติ แผนยุทธศาสตร์ Big Data แห่งชาติ พ.ศ. 2568-2570 เป็นครั้งแรก เพื่อวางรากฐานเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล
แผนดังกล่าวครอบคลุมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล การสนับสนุนการใช้ AI ในภาครัฐและเอกชน การพัฒนาโมเดล AI ภาษาไทย ตลอดจนการผลิตบุคลากรด้าน Big Data และ AI ให้ได้ไม่น้อยกว่า 160,000 คนภายในปี 2570
เป้าหมายสำคัญคือยกระดับไทยให้ติด 25 อันดับแรกของโลก ด้านการใช้ประโยชน์จากข้อมูลดิจิทัล พร้อมสร้างมูลค่าเศรษฐกิจจาก Big Data ให้เติบโตไม่น้อยกว่า 35%
ส่งออกยังแข็งแกร่ง แต่ความเสี่ยงยังไม่หมด
อีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยคือภาคการส่งออก ซึ่งเดือนมิถุนายนขยายตัว 20.8% ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 24 ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกในช่วงครึ่งปีแรกแตะ 6.3 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.6%
สินค้าดาวเด่นยังเป็นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ แผงวงจรไฟฟ้า หม้อแปลงไฟฟ้า และชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรม AI และศูนย์ข้อมูล ขณะที่ตลาดหลักอย่างสหรัฐ อาเซียน ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป ต่างยังขยายตัวในระดับสูง
อย่างไรก็ตาม ภาพครึ่งปีหลังยังมีความไม่แน่นอนจากมาตรการภาษีของสหรัฐ โดยเฉพาะกรณีมาตรา 301 ซึ่งอาจเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากไทย 12.5% ในบางรายการ แม้สินค้าส่งออกจำนวนมากยังได้รับการยกเว้น แต่ก็เป็นประเด็นที่ผู้ส่งออกต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
รัฐบาลไทยอยู่ระหว่างเร่งเจรจากับสหรัฐ พร้อมเดินหน้าขยายตลาดใหม่ผ่านความตกลงการค้าเสรี (FTA) และเตรียมมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ ทั้งด้านสินเชื่อ ภาษี และการลดต้นทุนโลจิสติกส์ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
โอกาสเปิดกว้าง แต่ไทยต้องเร่งยกระดับศักยภาพ
การที่ไทยกลับมาแซงเวียดนามในการดึงดูด FDI ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนโลกต่อศักยภาพของประเทศ โดยเฉพาะในยุคที่ AI และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลกำลังกลายเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจลงทุน
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จครั้งนี้จะยั่งยืนได้หรือไม่นั้น ยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการยกระดับแรงงาน พัฒนาเทคโนโลยีในประเทศ เชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก และรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจและการค้าโลก หากทำได้ ไทยก็มีโอกาสก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงของอาเซียนอย่างแท้จริงในทศวรรษหน้า
ที่มา: FB News & YouTube News
Article by: MEGATech Thailand << Click here