ตลอดระยะเวลา 30 ปี Factory Max เติบโตเคียงข้างการเปลี่ยนแปลงของภาคการผลิตไทย จากยุคเครื่องจักรแบบดั้งเดิม สู่ CNC, Automation, Software และวันนี้ที่ AI และ Smart Manufacturing กำลังเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการแข่งขันของอุตสาหกรรมทั่วโลก
เบื้องหลังการเติบโตดังกล่าว คือแนวคิดที่ คุณสุรพงศ์ ตั้งธราธร กรรมการผู้จัดการ บริษัท แฟ็คทอรี่ แม๊กซ์ จำกัด ยึดถือมาตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจว่า บทบาทของผู้จำหน่ายเทคโนโลยีไม่ควรหยุดอยู่เพียงการ “ขายสินค้า” แต่ต้องเข้าใจปัญหาของโรงงาน และสามารถเปลี่ยนเทคโนโลยีให้เป็น Solution ที่สร้างคุณค่าให้กับลูกค้าได้จริง

จาก “เด็กโรงกลึง” สู่จุดเริ่มต้นของ Factory Max
เรื่องราวของ Factory Max มีรากฐานจากชีวิตของคุณสุรพงศ์โดยตรง ครอบครัวประกอบธุรกิจโรงกลึงขนาดเล็ก ผลิตแม่พิมพ์แก้ว (Mold & Die) ให้กับโรงงานแก้ว เขาจึงเติบโตมากับงานแปรรูปโลหะ ทั้งมิลลิ่ง กลึง ไส ตะไบ และเจาะ ก่อนจะก้าวเข้าสู่ยุค CNC และเข้ามาช่วยคุณพ่อด้านการเขียนโปรแกรมเครื่องจักรอย่างเต็มตัว
ประสบการณ์ดังกล่าวนำไปสู่การศึกษาด้านช่างกลโรงงานที่พระจอมเกล้าพระนครเหนือ ต่อด้วยวิศวกรรมเครื่องกล และ Engineering Management ที่สหรัฐอเมริกา แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้ความรู้ในห้องเรียน คือการได้เห็น Pain Point ของโรงงานด้วยตัวเอง
ในยุคที่ยังไม่มีอินเทอร์เน็ต การค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องมือ เครื่องจักร และเทคโนโลยีใหม่เป็นเรื่องยาก ขณะที่ผู้ขายส่วนใหญ่มักทำหน้าที่เพียงรับคำสั่งว่าลูกค้าต้องการอะไร แล้วจึงไปหาสินค้ามาให้
คุณสุรพงศ์กล่าวว่า “สิ่งที่ผู้ประกอบการต้องการจริง ๆ ไม่ใช่เพียงคนที่มาถามว่าต้องการอะไร แต่คือคนที่ช่วยแก้ปัญหา นำเสนอโซลูชัน และช่วยปรับปรุงคุณภาพการผลิตให้ดีขึ้นได้” แนวคิดนี้กลายเป็น DNA ของ Factory Max ตั้งแต่วันแรก คือการออกไปเรียนรู้สินค้าและเทคโนโลยีจากต่างประเทศ แล้วนำกลับมาประยุกต์เป็น Solution ที่เหมาะสมกับผู้ประกอบการไทย
จากวิกฤตปี 1997 สู่การเติบโตอย่างแข็งแกร่ง
Factory Max ก่อตั้งขึ้นในปี 1996 แต่เพียงหนึ่งปีต่อมา ประเทศไทยก็เผชิญวิกฤตต้มยำกุ้ง บริษัทที่เพิ่งเริ่มต้นแทบไม่ได้ขายสินค้า และต้องใช้เวลาไปกับการติดตามหนี้ จนธุรกิจเกือบไปไม่รอดตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น แต่แทนที่จะหยุด คุณสุรพงศ์กลับเลือกมองวิกฤตเป็นโอกาส “ผมเชื่อว่าหลังวิกฤตย่อมมีโอกาสใหม่เสมอ”

หลังจากนั้นคุณสุรพงศ์เดินทางไปต่างประเทศมากขึ้น ทั้งสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น เพื่อค้นหาเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์มาพัฒนาเป็น Solution สำหรับตลาดไทย Factory Max เริ่มสร้างเครือข่ายกับซัพพลายเออร์จากญี่ปุ่น ขณะเดียวกันแนวทาง Solution Provider ก็สอดคล้องกับวิธีคิดของโรงงานญี่ปุ่นที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย
คุณสุรพงศ์อธิบายว่า Factory Max ทำหน้าที่เสมือน “Jigsaw” ที่เชื่อมโยงเทคโนโลยีจากต่างประเทศเข้ากับความต้องการของโรงงานไทย และแนวทางนี้ทำให้ยอดขายเติบโตมากกว่า 30% ต่อปีต่อเนื่องเกือบ 10 ปี

ปัจจุบัน Factory Max มี Product Portfolio ครอบคลุมตั้งแต่ Machine Tools, Metrology, Surface & Finishing, Metalworking Fluid, งานซ่อมแม่พิมพ์, Industrial Software ไปจนถึง Test & Measurement
คุณสุรพงศ์เน้นย้ำว่า “เป้าหมายของเราไม่ใช่เพียงการมีสินค้าหลากหลาย แต่คือความสามารถในการนำเทคโนโลยีแต่ละด้านมาสร้างเป็น Solution ที่เหมาะกับปัญหาของลูกค้า”

เมื่ออุตสาหกรรมไทยไม่สามารถแข่งขันด้วยต้นทุนได้เหมือนเดิม
ในมุมมองของคุณสุรพงศ์ ความท้าทายของอุตสาหกรรมไทยวันนี้ไม่ได้มีเพียงเศรษฐกิจชะลอตัว แต่คือโครงสร้างการแข่งขันของโลกที่เปลี่ยนไป ที่ผ่านมาไทยได้ประโยชน์จากค่าแรง ค่าเงิน และการเป็นฐานการผลิตของบริษัทต่างชาติ โดยเฉพาะญี่ปุ่น แต่วันนี้จีนพัฒนาเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว มีทั้งทรัพยากร Supply Chain และตลาดขนาดใหญ่ ขณะที่เวียดนามและอินโดนีเซียกำลังกลายเป็นฐานการผลิตใหม่ของนักลงทุน
คุณสุรพงศ์กล่าวว่า “วันนี้เราไม่สามารถแข่งขันกับจีนด้วยต้นทุนได้อีกต่อไป ประเทศไทยจึงต้องสร้างความสามารถในการแข่งขันในมิติอื่นขึ้นมาทดแทน”

สิ่งที่ประเทศไทยต้องเร่งพัฒนาคือ เทคโนโลยี Productivity คุณภาพ R&D และความสามารถในการสร้างมูลค่าเพิ่ม มากกว่าพึ่งพาบทบาทของการเป็นฐานรับจ้างผลิตเพียงอย่างเดียว
ยกระดับ Ecosystem ไทยให้แข็งแกร่ง เพื่อให้ผู้ประกอบการเติบโตและแข่งขันได้ในเวทีโลก
เมื่อมองไปอีก 5–10 ปี สิ่งที่คุณสุรพงศ์อยากเห็นไม่ได้มีเพียง Factory Max ที่เติบโต แต่คือการเกิด Industrial Ecosystem ที่แข็งแกร่งของผู้ประกอบการไทย และประเทศไทยยังมีพื้นฐานที่ดีในอุตสาหกรรมอาหาร ยาง และยานยนต์ ทั้งด้านวัตถุดิบ ความรู้ และโครงสร้างพื้นฐาน ขณะเดียวกันอุตสาหกรรมใหม่อย่าง Semiconductor, Data Center และ Medical Devices ก็เป็นโอกาสที่ประเทศไทยควรเร่งสร้าง Ecosystem เพื่อให้บริษัทไทยสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมและเติบโตได้จริง
คุณสุรพงศ์เน้นย้ำว่า “สิ่งที่ผมอยากเห็นในอีก 5–10 ปี คือ Ecosystem ที่แข็งแกร่งของผู้ประกอบการโรงงานไทย ไม่ใช่เพียงดึงการลงทุนจากต่างประเทศ แต่ต้องทำให้บริษัทไทยสามารถเกิด เติบโต และแข่งขันได้ด้วย” และมองว่าภาครัฐควรสร้างสมดุลระหว่าง Foreign Investment กับการพัฒนา Local Industry รวมถึงลงทุนด้านการศึกษา บุคลากร และโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่ออุตสาหกรรมในระยะยาว
Smart Factory: จาก “ทางเลือก” สู่ “ทางรอด” ของโรงงานไทย

เมื่อต้นทุนไม่ใช่ข้อได้เปรียบอีกต่อไป โรงงานไทยจำเป็นต้องหันกลับมายกระดับ Productivity และประสิทธิภาพจากภายใน คุณสุรพงศ์มองว่า Software เครื่องจักรที่เหมาะสม และการเปลี่ยนผ่านสู่ Smart Factory คือกุญแจสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
“ทางรอดที่ผมมอง คือการใช้ซอฟต์แวร์ การใช้เครื่องจักรที่เหมาะสม และเปลี่ยนผ่านโรงงานสู่ Smart Factory อย่างจริงจัง” ในอีก 3–5 ปีข้างหน้า AI, Automation และ Smart Manufacturing จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยคุณสุรพงศ์กล่าวว่า “AI, Automation และ Smart Manufacturing คือทางรอดของผู้ประกอบการไทย ในสถานการณ์ที่ต้นทุนของเราไม่สามารถแข่งขันกับจีนได้อีกต่อไป”
ความต้องการของลูกค้าจึงเปลี่ยนจากการมองหาเพียงเครื่องจักร ไปสู่ Technology Solution ที่ช่วยลดต้นทุน ขับเคลื่อน Automation และยกระดับ Productivity ดังนั้นหัวใจสำคัญจึงไม่ใช่การเลือกเทคโนโลยีที่แพงที่สุด แต่คือการเลือกโซลูชันที่ตอบโจทย์ของแต่ละโรงงานได้อย่างแท้จริง
ด้วยเหตุนี้ Factory Max จึงมุ่งมั่นขยายศักยภาพทั้งด้านกำลังคนและ Product Portfolio ด้าน Smart Factory และ Automation เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่การเป็น Solution Partner ที่ไม่ได้มีแค่เทคโนโลยี แต่พร้อมเคียงข้างเพื่อออกแบบโซลูชันที่เหมาะสมที่สุด สำหรับการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยในโลกยุคใหม่
30 ปี Factory Max — สร้างพื้นที่แห่งความรู้ เชื่อมต่อเทคโนโลยี สู่อนาคตอุตสาหกรรม
ในวาระครบรอบ 30 ปี Factory Max กำลังปรับปรุงสำนักงานที่ชลบุรี เพื่อรองรับการจัดสัมมนา การฝึกอบรม และยกระดับให้เป็น Technical Center สำหรับลูกค้าในพื้นที่ EEC พร้อมกันนั้นยังอยู่ระหว่างการออกแบบสำนักงานและ Technical Center แห่งใหม่ที่อยุธยา ซึ่งตั้งเป้าแล้วเสร็จก่อนสิ้นปี 2027 ซึ่งการลงทุนดังกล่าวสะท้อนทิศทางที่ Factory Max ต้องการก้าวจากผู้จำหน่ายเทคโนโลยี ไปสู่การเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ ถ่ายทอดองค์ความรู้ และสร้าง Solution ร่วมกับลูกค้า
30 Years Together — ความสำเร็จที่เกิดจาก “คน”
เมื่อย้อนมองเส้นทาง 30 ปี คุณสุรพงศ์ไม่ได้กล่าวถึงความสำเร็จผ่านยอดขายหรือขนาดขององค์กรเป็นอันดับแรก แต่พูดถึงลูกค้า ซัพพลายเออร์ พันธมิตร และพนักงานทุกคนที่ร่วมเดินทางมากับ Factory Max

คุณสุรพงศ์กล่าวด้วยความขอบคุณว่า “Factory Max เดินทางมาถึงวันนี้ได้ เพราะเราได้รับการสนับสนุนจากทุกทิศทาง ทั้งลูกค้า ซัพพลายเออร์ พันธมิตร และพนักงานทุกคนที่ร่วมเติบโตไปด้วยกัน”
และสิ่งที่อยากฝากถึงคนรุ่นต่อไป คือการรักษาความเป็นพี่น้องของคนไทย ช่วยกันพัฒนาธุรกิจไทยให้แข็งแกร่ง และผลักดันผู้ประกอบการไทยให้สามารถแข่งขันทั้งในประเทศและบนเวทีโลกได้อย่างเต็มภาคภูมิ
สามสิบปีของ Factory Max จึงไม่ใช่เพียงหมุดหมายขององค์กร แต่คือรากฐานสำหรับบทต่อไปในยุค Smart Manufacturing โดยมีแนวคิดเดิมที่ยังคงชัดเจนไม่เปลี่ยนแปลง
เข้าใจปัญหา เรียนรู้เทคโนโลยี และเปลี่ยนความรู้นั้นให้เป็น Solution ที่สร้างคุณค่าได้จริง
30 Years of Experience. One Vision Forward. Empowering Thai Manufacturing to Compete Globally.
